บทกวีไม่มีชื่อ

posted on 18 Aug 2008 11:21 by regency

แม่     สองกรก้มกราบคุณมารดา

 

โขง   ใหลลงสู่ธารารินใหล

 

แสง   จันทร์สาดส่องทุกวันวัย

 

โสม   สมุนไพร ยาบำรุง

 

รอยทรงจำ

posted on 04 Aug 2008 20:10 by regency

นานมากแล้วที่ผมไม่ได้พบหน้าพ่อ ครั้งสุดท้ายก็ตอนอายุหกขวบ พ่อบอกผมว่าจะซื้อหุ่นยนต์เดินได้มาฝาก ถึงตอนนี้ผมคงไม่ปรารถนาอยากได้มัน

พ่อเอ็งไปไม่กี่ปีก็กลับ เป็นคำพูดของแม่

                ผมร้องไห้งอแงตามประสาเด็ก ภาพที่พ่อสะพายเป้ใบใหญ่ขึ้นรถประจำทางหน้าหมู่บ้าน ยังติดตรึงอยู่ในรอยทรงจำ

                เอ็งจะร้องไปทำไม แม่เอาก้านมะยมตีขาผมให้หยุดร้อง แม่บอกแล้วไงว่าพ่อเอ็งไปไม่นานก็กลับมา ผมจำได้ตอนนั้นแววตาหมองเศร้า มีน้ำตาเล็ดลอดออกมา แม่คงคิดเหมือนผม แม่คงคิดถึงพ่อไม่น้อยไปกว่าผม

ต้นฤดูหนาวปีนี้แม่ต้องล้มหมูป่าหนักเกือบสามสิบโลเพื่อเลี้ยงชาวบ้านที่มาช่วยสีข้าว แม่เคยบอกว่าอยากขายที่นาสักผืนเอาเงินไปลงทุนทำร้านขายปุ๋ย ในหมู่บ้านเวลาลงนาทุกคนต้องจ้างรถหกล้อลุงแหวงไปซื้อถึงในเมือง ราคาที่พ่อค้าคนกลางขายให้ก็แพงกว่าเกือบเท่าตัว หากเปิดร้านขายเสียเองก็จะมีกำไรมากโข  

                ใต้แสงจันทร์ที่ลอยอยู่บนห้วงนภากาศ สาดกระทบผิวกาย ดวงดาวนับร้อยที่ลอยเคว้งคว้างให้ดูเพลินตา ผมมีความสุขกับการนอนอยู่บนกองเฟืองที่พึ่งสีเสร็จ เจ้าดอกทองวัวผู้เปรียบเสมือนมิตรแท้นอนอยู่ไม่ไกลนัก มันไม่ชอบกินเฟืองจากรถสีข้าวหากมันชอบกินเฟืองที่ตีเอาเอง แต่สมัยนี้คงหายากนักที่บ้านไหนจะตีข้าวเพราะสิ้นเปลืองเวลา

 ที่บ้านแม่คงง่วนอยู่กับการทำกับข้าวเลี้ยงชาวบ้าน ปีนี้ได้ข้าวร้อยกว่าสอบ แม่บอกว่าจะขายข้าวจ้าวเสียครึ่งเอาเงินมาซื้อแม่วัวกับปลานิลมาปล่อยลงสระ

ดอกทองเป็นวัวที่แม่ยืมเงินกองทุนหมู่บ้านมาซื้อเมื่อครั้งที่ผมเรียนจบมัธยมต้น แม่บอกว่าไม่มีเงินส่งให้เรียนต่อ ตอนนั้นแม่ซื้อวัวกับลุงศักดิ์ห้าตัวให้ผมเลี้ยง เช้ามาผมก็พาวัวไปทิ้งไว้ท้องนา ใส่เบ็ดทิ้งไว้ก็มานอนรอบนเถียง วันใหนโชคดีก็ได้เจ้าช่อนเขื่องไปทำแกงส้ม ปีหนึ่งวัวแม่จะมีลูกให้หนึ่งตัว พอเลี้ยงมันโตได้สักระยะมีนายฮ้อยมาขอซื้อแม่ก็ขายให้ ผมเห็นเจ้าดอกทองเวลาที่ลูกมันถูกส่งขึ้นรถแววตาเต็มไปด้วยความอาทร ความรู้สึกของมันคงไม่ต่างไปจากผมในตอนนี้

                ตอนที่ผมอายุสิบขวบ ผมเคยถามแม่ว่าเมื่อไหร่พ่อจะกลับ คงไม่นานหรอก แม่พูดพลางจับศีรษะผมมานอนแนบตัก

                เกือบสิบห้าปีแล้วที่พ่อไม่กลับมาบ้านเลย แม่ยังคงทำนา ปลูกผัก เลี้ยงปลาเช่นเดิม ผมยังคงจูงวัวไปเลี้ยงตามท้องทุ่ง

                ดึกมากแล้วผมยังคงนอนอาบแสงจันทร์ ดวงดาวสดใสยามราตรี ลมหนาวไหวกระทบผิวกายเย็นยะเยือก เจ้าดอกทองยังคงนอนข้างกองเฟือง ไม่นานผมหลับตาลง ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เห็นพระอาทิตย์ลูกกลมโต

 

 

มือไกวเปลหลานสาวผิวขาวผ่อง

นัยตาจ้องกล่อมเพลงบรรเลงหวาน

หลับเสียเถิดหนูน้อยค่อยคืบคลาน

ผ่านห้วงกาลเวลาแห่งคืนวัน

พ่อกับแม่ของเจ้าเขาทิ้งลูก

เหลือเพียงความพันผูกที่โศกศัลย์

เด็กน้อยเอยอยู่กับแม่แค่เพียงครรภ์

ใจนึกหวั่นวันหน้าเป็นอย่างไร

เพลงชราแผ่วซ้ำทำนองโศก

ย้ำประโยคปริศนาชายคาสมัย

ปลาตะเพียนเขียนแต่งหยุดแกว่งไกว

เคยกล่อมนอนก่อนลาไกลไม่เหลียวแล

โลกทัศน์รัตติกาลสังขารร่วง

คิดคำนึงหวงห่วงเป็นแน่วแน่

มีสักวันเมื่อไหร่ความฝันแปร

เจ้าจะร้องงอแงให้ใครฟัง

edit @ 24 Jul 2008 20:09:26 by ภูริ